The Hours แปลว่า (หลาย)ชั่วโมง หรือ ระยะเวลาหนึ่ง
หนังฝรั่งชอบตั้งชื่อเรื่อง ตาม Concept
Concept ของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเวลา เกี่ยวข้องกับระยะเวลา
หนังเรื่องนี้สร้างมาจากนวนิยยายที่ชื่อ The Hours ของ Micheal Cunningham และได้รับรางวัล Pulitzer (รางวัลที่ดังมากในอเมริกา)
ตัวละครทั้ง 3 อยู่คนละยุคสมัย แต่ก็มีความเกี่ยวพันกัน
![]()
1. ในประเทศอังกฤษ ปี ค.ศ.1923 มีนักเขียนนาม เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (แสดงโดยนิโคล คิดแมน) เริ่มเขียนนวนิยายที่ชื่อ Mrs. Dolloway เธอเป็นเลสเบี้ยนและมีอาการทางประสาท
2. ลอสแซนเจลิส ปี ค.ศ. 1951, ลอร่า บราวน์ (แสดงโดย จูลีแอน มัวร์) เป็นแม่บ้านที่แสร้งว่าตัวเองความสุขกับชีวิตแต่งงาน และเธอกำลังเตรียมจัดงานวันเกิดให้สามี และทีสำคัญ หนังสือที่ชื่อ Mrs.Dolloway ส่งอิทธิพลถึงตัวเธออย่างมหาศาล
3. นิวยอร์ค ปี ค.ศ. 2001, แคลลิสซ่า โวค (แสดงโดย เมอรีล สตรีฟ) เป็นบรรณาธิการเลสเบี้ยน แต่เคยมีสามีเมื่อรักแรกพบตอนอยู่ไฮสคูล แล้วตอนนี้ได้กลายมาเป็นเพื่อนกัน เพื่อนที่เป็นกวี เป็นเกย์และเป็นเอดส์
แคลริสซ่ากำลังจัดงานมอบรางวัลทางกวีให้เขา
เรื่องราวทั้งหมดดำเนินไปเพียงหนึ่งวัน ตัวละครทั้ง 3 ก็ดำเนินไป คนหนึ่งเขียน,คนหนึ่งอ่าน และอีกคนใช้ชีวิต
เราดูหนังเรื่องนี้ถึง 3 รอบ
ไม่ใช่ว่ามันยากหรือว่าซับซ้อน
Stephen Dadley ผู้กำกับทำมันออกมาอย่างแนบเนียน จนแทบมองไม่เห็นรอยต่อของช่วงเวลาเลย
แต่เราดูถึง 3 รอบก็เพราะว่าหนังเรื่องนี้มีความลึกในตัวละคร ภาพและประโยคที่ให้แง่คิดกับชีวิตได้มาก
หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามง่ายๆเลยว่า “คนเรามีชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขของตัวเองหรือเห็นผู้อื่นมีความสุข“
คำถามนี้ไม่จำเป็นที่คนดูจะต้องรีบร้อนตอบ
และที่สำคัญ มันอาจจะไม่ใช่คำถามก็ได้
ชีวิตของตัวละครทั้ง 3 มีความทุกข์ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
คนแรก (เวอร์จิเนีย วูล์ฟ) มีอาการทางประสาทและถูกกดดันจากสามี(ที่รักเธอมาก)บังคับให้ต้องทนอยู่ในชนบทเพื่อรักษาอาการทางประสาทของเธอ แต่เธออยากอยู่ลอนดอน ชีวิตอันเงียบเชียบในชนบทจะยิ่งทำให้เธอเป็นบ้า เธอชอบลอนดอน ชอบเสียงอันอึกทึกและผู้คนที่วุ่นวาย
เธอถวงถามถึง อิสรภาพ ซึ่งเป็นสิทธิของชีวิต และจำเป็นที่ คนเราทุกคนจะต้องทำความเข้าใจกับชีวิตของตัวเอง เพื่อที่จะรักมัน เพื่อที่จะเกลียดมัน เพื่อที่จะผลักไสมัน
คนที่สอง(ลอร่า บราวน์) ที่แสร้งว่าตัวเองมีความสุข ว่าตัวเองเป็นแม่บ้านที่ดี เธอเป็นคนอ่อนไหวมากและคิดว่าตัวเองเป็นแม่บ้านที่ดีไม่ได้ แค่จะทำเค้กให้สามีในวันเกิด เธอก็ทำไม่เป็น
ชอบมากตอนหนึ่งที่ลูกชายมาช่วยแม่ทำเค้ก แล้วถามแม่ว่า “ถ้าเราไม่ทำเค้ก พ่อจะไม่รู้หรอฮะว่าเรารัก”
เธอหยุดคิด และตอบว่า “แน่นอน”
ส่วนคนที่สาม(แคลริซ่า โวค) เป็นคนที่มีความหวังที่สุดในเรื่อง เธอกัดฟันสู้กับชีวิตและเผชิญหน้ากับมันด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้ว่าในใจลึกๆแล้วเธอมีความทุกข์อย่างสาหัสสากรรจ์
เธอพยายามจัดงานมอบรางวัลทางกวีให้อดีตสามีที่เป็นเอดส์ เธอทำเพื่อเขา ให้เขามีความหวังกับชีวิต แต่เขาไม่ยอมไปงาน และปฏิเสธเธอด้วยการฆ่าตัวตาย(เพราะเขาหมดสิ้นความหวังในการมีชีวิต)
เขาถามแคลิสซ่า “เธอทำอย่างงี้ไปเพื่ออะไร เธอฝืนทนไปทำไม ผมกำลังจะเป็นเอดส์ตาย”
ทุกคนล้วนมีปัญหา
เราไม่เชื่อว่าปัญหาหรือความทุกข์จะเอามาเปรียบเทียบกันได้ และไม่สามรถชั่งน้ำหนักได้
ในขณะที่คนนึงถูกแฟนทิ้ง กับอีกคนหนึ่งกำลังจะเป็นเอดส์ตาย
คนหนึ่งเครื่องเพชรหาย อีกคนหนึ่งไม่มีข้าวจะกิน
คนหนึ่งเสียใจกับเกรดตก อีกคนหนึ่งเสียใจที่พ่อตาย
ฯลฯลฯลฯ
ใครหนักกว่าใคร ใครเศร้ากว่าใคร ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรที่จะมาวัดกัน
ประโยคประเภท “ดูสิ คนอื่นลำบากกว่าเราตั้งเยอะ” เป็นประโยคที่ให้ความสุขแก่ตัวเองแค่นั้นหรือเปล่า
มันย้อนไปที่คำถามแรกว่า “คนเราอยู่ได้ด้วยความสุขของตัวเอง หรือเห็นคนอื่นมีความสุขกันแน่“
แคริสซ่าตัวละคนตัวที่ 3 เธอไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพียงเพราะคิดว่า “สามีฉันเป็นเอดส์ เค้าเป็นหนักกว่าฉันอีก”
เปล่าเลย
เธอกลับมีความสุข ที่จะเห็นสามีเธอมีความหวังกับชีวิตต่างหาก
แล้วแคลิซ่าก็ยิ่งเข้าใจถึงคำว่า ความสุข เมื่อสามีเธอตาย
เธอนึกถึงอดีตเมื่อเจอกันครั้งแรก เธอเล่าทั้งน้ำตาและรอยยิ้มว่า “ตอนนั้นมีความสุขมาก และคิดว่ามันคือการเริ่มต้นของความสุข แต่เปล่าเลย…มันไม่ใช่จุดเริ่มต้น และมันไม่มีจุดหมายปลายทาง ความสุขไม่ใช่ระยะทาง แต่มันเป็นชั่วเวลาหนึ่ง เป็นโมเม้นท์หนึ่งเท่านั้น“
หนังเรื่องนี้สอดแทรกรายละเอียดไว้มาก
ตั้งคำถามไว้เยอะ
นี่ไม่ใช่คำขู่ ที่จะดูหนังไม่รู้เรื่อง
แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่า การทำความเข้าใจกับชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย
เราชอบเรื่องนี้มาก ดูแล้วมีความหวัง มีกำลังใจ
ไม่ใช่เห็นว่าตัวละครน่าสมเพชกว่าตัวเอง
แต่เห็นตัวเองและทุกคนล้วนน่าสมเพชด้วยกันทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น ความหมายของหนังที่ทิ้งเอาไว้อีกก็คือ
มนุษย์ มีชีวิตอยู่ได้ ก็ด้วยความเห็นใจซึ่งกันและกัน
คนที่ถูกแฟนทิ้ง ปลอบใจ คนที่พ่อตาย
คนที่พ่อตายปลอบใจคนที่เกรดตก
คนที่ไม่มีข้าวจะกิน ปลอบใจคนทีเครื่องเพชรหาย…
แค่นี้จริงๆชีวิต
ปล. ขอโทษถ้าทำให้ใครเครียด (แต่หัดเครียดกันบ้างก็ดี เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่ความคัน–เกาแบบไม่คิด)
อยากดูมั่งจัง+++ หาได้ตามร้านเช่าทั่วไปป่ะจ้ะ
ไว้ได้ดูแล้วจะมาบอกน๊าอีฟ ว่าในมุมเราเมื่อดูจบแล้วคิดไง
คิดถึงเพื่อนๆมากอ่ะ
บะบายก๊าบบบ
เมิงเล่าซะอยากดูเชียววว…
อ่านที่เมิงเล่าเนี่ย ก้อเหมือนรู้ไปครึ่งเรื่องแล้วล่ะ555
แต่กุว่านะหนังมันต้องแอบมีเครียดแน่ๆๆ
เมิงมีใช่มั้ยเรื่องนี้อ่า…ยืมมาเบิ่งดิ้ๆ…
เอ้ยเมิง เขียนได้ดี ดีมากๆๆจริวๆๆ
เอามาอ่านแล้วนะจ้า หนังน่าดูมากๆๆ เรากำลังรอให้เอามาฉายทาง UBC อยู่จะได้ไม่เสียตังค์ 555 (ล้อเล่นจ้า) เอาไว้เราจะไปหาดูนะจ้า
คิดถึงทุกคนนะจ้า
xxxxxxxx AMP(OSP3) xxxxxxxx
ถ้าแกไม่เอามาเขียน เราก็ไม่คิดจะหยิบมันมาดู
เพียงแค่ “หน้าปก มันไม่น่าสนใจ ไม่ Impact”
เมิงเอาหนังเรื่องอื่นมาแนะนำอีกได้มะ แค่เรื่องเดียว หอย!!น้อยไปและกุรอมานานมากและเมิงงง